จาก นิด
พฤหัสบดีที่ , 2/3/2549
เวลา : 10:57
อ่าน = 394
61.90.74.150
|
พูดหลายครั้งกันเหลือเกินสำหรับฝ่ายรัฐบาล ในทำนองที่ว่า ฝ่ายที่เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก คือรูปแบบของสิ่งที่เรียกว่า “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย”
คนที่พูดเช่นนี้ถือว่า เป็นคนที่มีความเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระดับชั้นที่ต่ำเอามากๆ เนื่องจากพวกเขาอาจจะคิดว่า การที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากการเลือกตั้ง จะพูดถึง 19 ล้านเสียงอะไรก็แล้วแต่ คือการได้รับสิทธิขาดทั้งปวงในเรื่องของการปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ คิดว่าเป็น “เจ้าเข้าเจ้าของ” ต่ออำนาจสิทธิขาดต่างๆ นานา รวมถึงกฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
การที่นายกฯ ออกมาพูดซ้ำๆ ซากๆ หลายต่อหลายครั้ง หลังจากที่ประกาศยุบสภาฯ ไปเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ต้องการคืนอำนาจให้กับประชาชน” ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการพูดที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ สะท้อนถึงสิ่งที่พูดไปเมื่อข้างต้นถึงการเข้าใจผิดว่าตัวเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จ
เพราะอำนาจในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนไม่เคยมอบให้ใคร แต่ติดตัวอยู่กับประชาชนทุกคนอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะมอบหมายให้มีตัวแทนไปปกครองบริหารบ้านเมืองแทน
เช่นนี้ถือว่าเป็นการไม่เข้าใจในเรื่องระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะขาดความเข้าใจในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่พวกเราไม่ยอมเพียงแค่มีส่วนร่วมเพียงไม่กี่วินาทีที่จดปากกากาบัตรเลือกตั้งในคูหาเลือกตั้ง
ทัศนคติของรัฐบาลที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ ถือว่าเป็นการดูถูกประชาธิปไตยและประชาชนไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังแสดงเจตนารมณ์แอบแฝงที่จะใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนเพื่อการปกครองแบบเผด็จการที่ฉลาดหลักแหลมเอารัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยเป็นบันไดไต่อำนาจ และให้พวกเนติบริกรต่างๆ ใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อตีความเข้าข้างอันเพียงเพื่อรักษาอำนาจให้กับพวกหมู่ของตัวเอง ในการที่จะหาประโยชน์ ทำมาหากินเพื่อพวกหมู่ พวกพ้อง การกระทำเช่นนี้ นับว่าน่ากลัวกว่าบรรดาเผด็จการในอดีตที่ล้มรัฐธรรมนูญเพื่อแสวงหาอำนาจ แต่ยุคนี้สมัยนี้ “เผด็จการหัวหมอ” เรียนรู้ที่จะใช้กลไกของระบบ ที่จะแสวงหาอำนาจ และใช้เทคนิกทุกวิธีการที่จะรักษาเอาไว้เพื่อเป้าหมาย 2 ค. คือ “ครองอำนาจ” และ “คอร์รัปชัน”
นอกจากนี้ ทางฝ่ายรัฐบาลยังชอบกล่าวอ้างว่าผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ว่าชอบเล่น “นอกเกม-นอกกติกา” โดยดูถูกและกล่าวหา “การเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน” ว่าเป็นพวกกุ๊ยบ้าง พวกเร่ร่อนบ้าง และรับจ้างมาเคลื่อนไหวบ้าง
รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ถือเป็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่เป็นจุดเริ่มแรก เป้าหมายแรกเป็นเพียงการรักษาไว้ซึ่ง “เสรีภาพของสื่อ” ที่เกี่ยวโยงไปถึง “สิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน” ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยามและกล่าวหาว่าเป็นหมาที่มาเห่าหอน
รัฐบาลกล่าวหาว่า เป็นการก่อม็อบเพื่อที่จะเคลื่อนไหวที่จะกดดันรัฐบาลและนำไปสู่การใช้ “ความรุนแรง” ที่จะนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อของประชาชน ทั้งๆ ที่การเคลื่อนไหวนั้นมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องของ “สันติ-อหิงสา”
การจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรทั้ง 15 ครั้ง และการชุมนุมของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในวันที่ 4, 11 และ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนที่สะท้อนถึงแนวทาง “สันติ-อหิงสา” อย่างแท้จริง การชุมนุมของ “ภาคประชาชน” ไล่เรียงมาตั้งแต่จำนวนเพียงหลักพันในครั้งแรกๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปจนถึงหลักหมื่นที่สวนลุมฯ และหลักแสนที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและสนามหลวง ไม่ปรากฏมีการใช้ความรุนแรงหรือเสียเลือดเนื้อ จะมีก็เพียงแต่ประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบเสียเลือดให้กับ “ยุง” ที่บินหากินอยู่แถวนั้น
แนวโน้มที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงทุกครั้งในระหว่างที่มีการเปิดการชุมนุม ล้วนแต่เกิดจากความพยายามของทางฝ่ายรัฐบาลที่จะจัดกองกำลังมาก่อความวุ่นวายและมาป่วนการชุมนุม แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจากการยึดมั่นของผู้ชุมนุมในแนวทางสันติ-อหิงสา กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษารูปแบบของการชุมนุมอย่างสงบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อย่างวันที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีติดต่อกันไม่หยุดถึง 8 ครั้งที่ทัพของกลุ่มป่าไม้พยายามจะบุกเข้ามาสร้างสถานการณ์รุนแรงในการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่สวนลุมฯ หรือการเคลื่อนพลอย่างสันติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินนับสิบกิโลฯ จากสวนลุมฯ ไปทำเนียบฯ หรือการเดินจากสนามหลวงฯ ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็เป็นการเดินอย่างสันติ ไม่มีการก่อความวุ่นวายหรือเกิดความรุนแรงใดๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและพยายามยึดแนว “สันติ-อหิงสา” ของฝ่ายชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ที่ผ่านมาปัจจัยทั้งหลายที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้มาจากฝ่ายผู้ชุมนุม แต่เกิดจากฝ่ายรัฐบาลเองที่เป็นผู้สร้างปัจจัยดังกล่าว
ผมเห็นด้วยกับ “มหาจำลอง” ที่กล่าวว่า หากเกิดความรุนแรง รัฐบาลเองน่าจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนความผิดมาให้กับประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสงบ
สิ่งที่ผมกังวลในเรื่องของ “ความรุนแรง” เกิดขึ้นก็หลังจากที่ได้สดับถึงความกราดเกรี้ยวต่อประโยค “ไม่ไหวแล้วโว้ย” และการประกาศเรียกการชุมนุมที่สนามหลวงของนายกฯ ในวันที่ 3 มีนาคม
อดไม่ได้ที่จะต้องอุทานด้วยเสียงดังๆ กับลมฟ้าอากาศอีกครั้งด้วยภาษาดั้งเดิมและจริงใจเหมือนที่ครั้งเคยอุทานไปรอบแรกในครั้งที่ผมกลับมาเขียนบทความหัวข้อ “โธ่...แค่ 73,000 ล้าน กูไม่ได้อิจฉามึง” ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน หลังจากหยุดเขียนไปร่วม 3 ปี ว่า...
กู “ไม่ไหวแล้วโว้ย” ก่อนมึงมาตั้งนานแล้วครับ
|